เข้าใจคะแนน TOEIC มีกี่ระดับ และเกณฑ์คะแนนโทอิคที่ควรได้ 

คะแนนสอบ TOEIC

คะแนนโทอิค คือผลการสอบวัดระดับภาษารูปแบบหนึ่งที่มีมาตรฐานอยู่คู่กับการเรียนภาษาอังกฤษในประเทศไทยมานานหลายปี อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในการนำมาสมัครงานหรือใช้เป็นเกณฑ์ในการศึกษาต่อของมหาลัยหลายแห่ง ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมรูปข้อมูลที่น่าสนใจของคะแนนTOEIC ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์คะแนนโทอิค แนะนำวิธีการเตรียมสอบพร้อมกับสำรวจคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคะแนนโทอิค มารวมไว้ให้ทุกคนในบทความนี้ ถ้าพร้อมแล้วก็ไปดูกันเลยว่ามีข้อมูลอะไรที่น่าสนใจบ้าง



เช็กความหมายของเกณฑ์คะแนนการสอบ TOEIC  แต่ละระดับ

สำหรับการสอบ TOEIC จะไม่มีเกณฑ์ว่าสอบตกหรือสอบผ่าน แต่คะแนนTOEIC ที่ได้จะเป็นการวัดระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เข้าสอบ โดยมีเกณฑ์คะแนนโทอิคทั้งหมด 6 ระดับ แต่ละระดับก็จะหมายถึงความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่แตกต่างกันดังต่อไปนี้

  • 905 – 990 คะแนน (91% – 100%) : International Professional Proficiency

หมายถึงสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกสถานการณ์ด้วยความเป็นมืออาชีพ

  • 785 – 900 คะแนน (79% – 90%) : Working Proficiency Plus

หมายถึงสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการได้บ่อยครั้ง

  • 605 – 780 คะแนน (61% – 78%) : Limited Working Proficiency

หมายถึงสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการทำงานได้อย่างจำกัดแต่สามารถสื่อสารทั่วไปได้

  • 405 – 600 คะแนน (41% – 60%) : Elementary Proficiency Plus

หมายถึงสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนา และสื่อสารในการสนทนาแบบหน้าต่อหน้าได้ 

  • 255 – 400 คะแนน (26% – 40%) : Elementary Proficiency

หมายถึงสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างจำกัด โดยสามารถสนทนาแบบหน้าต่อหน้าด้วยประโยคที่ไม่ซับซ้อน

  • 10 – 250 คะแนน (0% – 25 %) : Basic Proficiency

หมายถึงสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการเอาตัวรอดได้เท่านั้น


รูปแบบข้อสอบ TOEIC ในปัจจุบันเป็นอย่างไร มีทั้งหมดกี่พาร์ทแต่ละพาร์ทมีข้อสอบกี่ข้อ

ข้อสอบ TOEIC เป็นข้อสอบแบบปรนัยหรือ Multiple Choices มีคะแนน TOEIC เต็มที่ 990 คะแนน โดยจะมีข้อสอบจำนวน 200 ข้อ แบ่งเป็นการฟัง หรือ Listening 100 ข้อ และการอ่านหรือ Reading 100 ข้อ โดยมีรูปแบบของข้อสอบดังต่อไปนี้

1. Photographs 

เป็นข้อสอบที่มีจำนวน 6 ข้อ โดยจะมีรูปภาพมาให้ 1 ภาพ จากนั้นจะให้ฟังข้อความสั้น ๆ ที่เป็นตัวเลือกทั้งหมด 4 ข้อความ โดยผู้สอบจะต้องเลือกข้อความที่อธิบายรูปภาพได้ตรงที่สุด โดยในกระดาษคำถามจะไม่ได้พิมพ์ตัวเลือกทั้ง 4 ข้อไว้ให้ 

2. Question-Response

Question-Response เป็นข้อสอบที่ผู้เข้าสอบจะได้ฟังโจทย์ซึ่งอาจจะเป็นข้อความหรือคำถาม จากนั้นจะได้ฟังคำตอบ 3 ข้อ ผู้เข้าสอบจะต้องเลือกคำตอบที่สอดคล้องกับคำถามมากที่สุด โดยในกระดาษคำถามก็จะไม่ได้พิมพ์โจทย์รวมไปถึงคำตอบไว้ ข้อสอบรูปแบบนี้มีจำนวนทั้งหมด 25 ข้อ 

3. Conversations 

ข้อสอบ Conversations เป็นข้อสอบที่มีจำนวนมากถึง 39 ข้อ โดยจะเป็นการฟังบทสนทนาระหว่างผู้พูด 2 หรือ 3 คน โดยจะไม่มีการพิมพ์บทสนทนาลงในกระดาษคำถามและผู้เข้าสอบจะได้ฟังบทสนทนาเพียง 1 ครั้งจากนั้นจะต้องใช้ข้อมูลที่ได้ยินตอบคำถามให้ถูกต้อง 

4. Short Talks

ข้อสอบรูปแบบนี้ผู้เข้าสอบจะได้ฟังประกาศ บทพูดสั้น ๆ หรือคำบรรยาย ที่จะไม่ได้พิมพ์บทพูดลงในกระดาษจากนั้นจะต้องใช้ข้อมูลมาตอบคำถามให้ถูกต้อง บางคำถามอาจจะมีการเพิ่มรูปภาพหรือตารางเข้ามาให้ใช้ในการตอบคำถามด้วย

5.  Incomplete Sentences

Incomplete Sentences เป็นข้อสอบที่มีจำนวนทั้งหมด 30 ข้อ โดยผู้เข้าสอบจะต้องเลือกคำตอบที่ดีที่สุดจากตัวเลือก 4 ข้อมาเติมลงในประโยค โดยส่วนใหญ่ข้อสอบรูปแบบนี้จะเน้นไปที่ Grammar ไม่ว่าจะเป็น Tenses, Part of speech, Relative pronoun, Comparisons หรือ Determiners

6.  Text Completion

ข้อสอบ Text Completion เป็นข้อสอบที่ผู้เข้าสอบจะต้องเลือกคำ วลี หรือประโยคมาเติมในช่องว่างให้ได้ใจความสมบูรณ์มากที่สุด โดยจะมีจำนวนทั้งหมด 16 ข้อ 

7. Reading Comprehension

ข้อสอบในพาร์ทนี้ผู้เข้าสอบจะต้องอ่านบทความ จากนั้นจะต้องใช้ข้อมูลจากแต่ละบทความตอบคำถามให้ถูกต้อง ข้อสอบรูปแบบนี้จะมีทั้งหมด 54 ข้อ โดยแบ่งเป็นบทความเดี่ยวประมาณ 7-10 บทความ บทความคู่ 2 บทความและบทความ 3 ส่วน 1 บทความ


อาชีพไหนต้องใช้คะแนน TOEIC บ้าง

TOEIC ใช้ทําอะไร

ในปัจจุบันการสมัครงานในหลาย ๆ ตำแหน่งมักมีการกำหนดให้ทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้สมัคร เนื่องจากอาจจะต้องสื่อสารกับลูกค้าหรือเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติ และเนื่องจากคะแนน TOEIC ถือเป็นการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับทำให้หลาย ๆ บริษัทใช้ผลสอบโทอิคเป็นเกณฑ์ในการตัดสินคัดเลือกพนักงาน ดังนั้นบทความนี้จึงได้รวบรวมอาชีพที่ต้องใช้ผลคะแนน TOEIC จะมีอาชีพไหนบ้างไปดูกันเลย

  • วิศวกร เนื่องจากขั้นตอนส่วนใหญ่ในการทำงานจะต้องมีการสื่อสารภาษาอังกฤษ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นวิศวกรในบริษัทเอกชน หรือในสายงานรัฐวิสาหกิจ ก็จะต้องมีผลสอบโทอิคในการใช้สมัครงาน
  • พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน เป็นอาชีพที่ต้องพบเจอผู้โดยสารจากหลากหลายประเทศดังนั้นสายการบินหลายสายจึงกำหนดคะแนนขั้นต่ำไว้สำหรับผู้ที่จะสมัครคัดเลือกเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
  • เซลล์หรือพนักงานขาย พนักงานขายเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่อาจจะได้สื่อสารกับลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นการมีคะแนนโทอิคที่อยู่ในเกณฑ์ดีจึงทำให้มีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
  • พนักงานต้อนรับ เป็นอาชีพที่มีโอกาสให้บริการลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติสูง ดังนั้นหลาย ๆ บริษัทจึงกำหนดให้คะแนน TOEIC เป็นอีกคุณสมบัติของพนักงานต้อนรับ
  • ผู้นำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศ เป็นอาชีพที่มีโอกาสใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารกับผู้ร่วมงานชาวต่างชาติ ดังนั้นผลสอบ TOEIC จึงเปรียบเสมือนเป็นใบเบิกทางให้กับคนที่กำลังจะสมัครงานในตำแหน่งนี้
  • ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ หรือ Customer Service เป็นอาชีพที่ต้องให้บริการและให้ความช่วยเหลือลูกค้า ซึ่งก็อาจจะมีโอกาสได้สื่อสารกับลูกค้าชาวต่างชาติได้ ดังนั้นการมีคะแนนสอบ TOEIC ไว้ในมือก็จะทำให้ได้เปรียบผู้สมัครคนอื่น ๆ

คะแนน TOEIC ควรได้เท่าไหร่

การสอบ TOEIC ถึงแม้จะไม่มีการสอบผ่านหรือสอบตกแต่ระดับคะแนน TOEIC จะหมายถึงความสามารถในการใช้งานภาษาอังกฤษ ดังนั้นบางบริษัทจึงมีการตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำของคะแนน TOEIC ไว้สำหรับการรับสมัครพนักงาน โดยหลาย ๆ บริษัทจะดูรายละเอียดของคะแนนในส่วนของ Listening และ Reading เพิ่มเติมเพื่อพิจารณาถึงความสามารถในการฟังรวมถึงทักษะการอ่านและจับใจความของผู้สมัคร ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเกณฑ์คะแนน TOEIC ที่ดีนั้นควรจะมากกว่า 600 คะแนน เพราะถือว่าผู้ที่สอบได้คะแนนในระดับนี้สามารถฟัง อ่าน และสื่อสารภาษาอังกฤษได้


เปรียบเทียบคะแนน TOEIC กับมาตรฐาน CEFR คะแนนแต่ละระดับบอกอะไรได้บ้าง

เกณฑ์ CEFR หมายถึงมาตรฐานสากลที่ใช้ในการอธิบายความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะ โดยสามารถนำมาเทียบกับคะแนน TOEIC ได้ดังนี้

  • A1 ระดับเริ่มต้น เทียบเท่ากับผู้มีคะแนน TOEIC 120 – 220 คะแนน 
  • A2 ระดับพื้นฐาน เทียบเท่ากับผู้มีคะแนน TOEIC 225 – 545 คะแนน 
  • B1 ระดับกลาง เทียบเท่ากับผู้มีคะแนน TOEIC 550 – 780 คะแนน 
  • B2 ระดับกลางค่อนสูง เทียบเท่ากับผู้มีคะแนน TOEIC  785 – 940 คะแนน 
  • C1 ระดับสูง เทียบเท่ากับผู้มีคะแนน TOEIC 945 – 990 คะแนน 

สอบ TOEIC อย่างไรให้ได้คะแนนดี

เกณฑ์คะแนน TOEIC

อ่านมาจนถึงตรงนี้หลาย ๆ คนคงจะกำลังหาเคล็ดลับรวมไปถึงวิธีการเตรียมตัวสอบที่จะทำให้ได้คะแนน TOEIC ดีที่สุด ซึ่งบทความนี้ก็ได้รวบรวมเทคนิคการเตรียมตัวสอบมาฝากทุกคน ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมตัวสอบด้วยตนเองหรือการหาผู้ช่วยมาทำให้คะแนน TOEIC ของเราดีขึ้น จะมีวิธีไหนบ้างไปดูกันเลย

หมั่นทำข้อสอบย้อนหลัง : การฝึกทำข้อสอบย้อนหลังจะช่วยทำให้คุ้นชินกับข้อสอบและยังทำให้รู้ว่าในการสอบแต่ละครั้งเรามีข้อผิดพลาดเรื่องใดมากที่สุด เมื่อมีความคุ้นชินกับข้อสอบแล้วควรจะเริ่มจับเวลาในการทำข้อสอบเพื่อประเมินว่าควรจะบริหารจัดการเวลาอย่างไรในการทำสอบแต่ละพาร์ท

ฝึกวิธีการหาคำตอบที่เป็นไปได้มากที่สุด : เป็นการฝึกหาคำตอบที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโจทย์มากที่สุดและหาคำตอบที่ไม่เกี่ยวข้องมากที่สุดเพื่อตัดออก การฝึกวิธีนี้จะทำให้เราสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้แม้จะไม่เข้าใจคำถามหรือคำตอบเลยก็ตาม แต่วิธีนี้เป็นวิธีที่ทำด้วยตนเองได้ยากเพราะเราอาจจะหาความเชื่อมโยงของโจทย์และคำตอบไม่ได้ ดังนั้นการหาคอร์สติว TOEIC ที่ช่วยฝึกฝนเทคนิคนี้ให้ก็จะทำให้เราได้เปรียบทั้งในเรื่องของความถูกต้องและการบริการจัดการเวลาอีกด้วย

ท่องศัพท์ : การท่องจำคำศัพท์ยังคงถือเป็นวิธีการเตรียมสอบสุดคลาสสิคที่ใช้ได้ผลมาจนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการเข้าใจความหมายของคำศัพท์นั้นสามารถช่วยให้ตัดช้อยส์ที่ผิดหรือเลือกข้อที่ถูกต้องได้ แต่ถึงแม้การท่องศัพท์จะเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย แต่ถ้าหากใครไม่มีเวลาเตรียมตัวสอบมากนัก การเลือกคอร์สเรียนภาษาอังกฤษ ที่สามารถช่วยเจาะลึกคำศัพท์ที่ใช้ในข้อสอบ TOEIC ก็เป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว

เตรียมสอบ TOEIC กับโรงเรียนสอนภาษา Englishparks 

สำหรับใครที่กำลังมองหาผู้ช่วยในการเพิ่มคะแนน TOEIC ที่โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ Englishparks มีคอร์สสำหรับการเตรียมตัวสอบ TOEIC ที่สามารถช่วยอัพให้คะแนน TOEIC ของเราอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจพร้อมทั้งเทคนิคที่จะช่วยให้เราทำข้อสอบได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีคอร์สเรียนภาษาอังกฤษตัวต่อตัวที่นำมาต่อยอดใช้ในการสอบ TOEIC ได้อีกด้วย


คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ คะแนน TOEIC 

ทำความเข้าใจกับคะแนน TOEIC และวิธีการเตรียมสอบ TOEIC กันไปแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะยังมีคำถามเกี่ยวกับคะแนน TOEIC อยู่ ซึ่งบทความนี้ได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยมาเป็นข้อมูลให้ทุกคน จะมีคำถามอะไรบ้างไปดูกันเลย

1. คะแนน TOEIC มีอายุกี่ปี?

คะแนน TOEIC มีอายุ 2 ปี ดังนั้นผู้เข้าสอบสามารถนำคะแนนไปใช้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปี แต่ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องทำการสอบใหม่เพื่อใช้คะแนนล่าสุดแทน

2. ถ้าผลคะแนนสอบ TOEIC หายจะขอคะแนนสอบได้หรือไม่?

หากเป็นการสอบในนามบุคคลทั่วไปและผลสอบยังไม่หมดอายุสามารถติดต่อที่ศูนย์สอบเพื่อทำการขอสำเนาผลคะแนน TOEIC ได้ในวันจันทร์ – วันเสาร์ เวลา 08.00 – 16.30 น.

3. ต้องตอบถูกกี่ข้อถึงจะได้คะแนน TOEIC 660 คะแนน?

เนื่องจากการคำนวณคะแนน TOEIC นั้นไม่ได้คำนวณด้วยสมการจึงไม่สามารถบอกได้ว่าแต่ละข้อจะมีคะแนนกี่คะแนน แต่สามารถคำนวณจากตารางเทียบคะแนน ตัวอย่างเช่น ต้องการคะแนน TOEIC ที่ 660 คะแนนจะต้องทำข้อสอบในส่วน Listening ให้ถูกต้องประมาณ 65 ข้อ และทำข้อสอบในส่วน Reading ให้ถูกประมาณ 75 ข้อ จึงจะสามารถได้คะแนน TOEIC 660 คะแนน


สรุปคะแนน TOEIC อัพคะแนนเพิ่มโอกาส

คะแนน TOEIC เป็นคะแนนที่สามารถใช้ในการเพิ่มโอกาสในการเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยรวมไปถึงการสมัครงานได้ ทั้งนี้การเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการสอบ TOEIC นอกจากจะเป็นการทำให้คะแนนที่ได้นั้นเป็นไปตามที่ต้องการแล้วก็ยังเป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายจากการสอบหลาย ๆ ครั้งได้อีกด้วย 
ใครที่กำลังหาตัวช่วยในการสอบ TOEIC และเพิ่มทักษะภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันที่ Englishparks มีคอร์สที่จะช่วยเจาะลึกข้อสอบ TOEIC และยังมีคอร์สเรียนเขียนภาษาอังกฤษและเรียนพูดภาษาอังกฤษ ที่นอกจากจะสามารถนำไปต่อยอดพัฒนาการสอบ TOEIC ได้แล้วก็ยังสามารถนำมาพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันได้จริง เพิ่มโอกาสในการเรียนและการทำงานได้อย่างแน่นอน หากใครสนใจคอร์สเรียนของ Englishparks ก็สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://englishparks.in.th/about-us/